4 เทรนด์ออกแบบแบรนด์ให้น่าจดจำมากยิ่งขึ้น

ตัวอย่างแถบสี Pantone สำหรับเลือกและแมตช์สีแบรนด์ให้ตรงตาม CI

Table of Contents

ในยุคที่ผู้บริโภคพบเห็นแบรนด์จำนวนมากในแต่ละวัน การแข่งขันจึงไม่ได้อยู่ที่การมีเพียง “โลโก้ที่สวย” หรือชื่อแบรนด์ที่โดดเด่นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประสบการณ์ ความรู้สึก และภาพจำที่ผู้บริโภคได้รับจากทุกจุดที่สัมผัสกับแบรนด์

 

ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย บรรจุภัณฑ์ ป้ายหน้าร้าน งานตกแต่งอาคาร บูธแสดงสินค้า หรือสื่อ ณ จุดขาย ทุกองค์ประกอบควรสื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถจดจำแบรนด์ได้ง่ายและเกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น

 

4 เทรนด์ออกแบบแบรนด์ที่กำลังมีบทบาทต่อการสร้างภาพจำ ได้แก่

 

  1. Color with Purpose เลือกใช้สีอย่างมีความหมาย
  2. Unique Typography สร้างเอกลักษณ์ผ่านตัวอักษร
  3. Texture & Pattern เพิ่มมิติด้วยพื้นผิวและลวดลาย
  4. Online & Offline Consistency รักษาความสม่ำเสมอในทุกช่องทาง

 

ทั้ง 4 แนวทางนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความสวยงาม แต่เป็นส่วนสำคัญของการวางระบบอัตลักษณ์แบรนด์ หรือ Brand Identity ให้สามารถนำไปใช้งานจริงได้อย่างต่อเนื่อง

ทำไมการออกแบบแบรนด์จึงสำคัญกว่าการออกแบบโลโก้?

โลโก้เป็นเพียงหนึ่งในองค์ประกอบของแบรนด์ แต่ประสบการณ์ที่ผู้บริโภคได้รับเกิดจากหลายองค์ประกอบทำงานร่วมกัน เช่น สี ตัวอักษร ภาพถ่าย ลวดลาย วัสดุ น้ำเสียงในการสื่อสาร และคุณภาพของชิ้นงานที่ผลิตออกมา

หากแบรนด์มีโลโก้ที่สวย แต่ใช้สีไม่ตรงกันในแต่ละสื่อ เลือกฟอนต์หลายรูปแบบจนไม่มีทิศทาง หรือมีภาพลักษณ์บนออนไลน์แตกต่างจากหน้าร้านมากเกินไป ผู้บริโภคอาจจดจำแบรนด์ได้ยากและรู้สึกว่าการสื่อสารขาดความเป็นระบบ

การออกแบบแบรนด์ที่ดีจึงต้องตอบคำถามให้ได้ว่า

  • แบรนด์ต้องการสื่อสารบุคลิกแบบใด
  • กลุ่มเป้าหมายควรรู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นแบรนด์
  • องค์ประกอบใดที่ต้องถูกใช้อย่างสม่ำเสมอ
  • สีและวัสดุใดสามารถนำไปผลิตจริงได้
  • การสื่อสารออนไลน์และออฟไลน์เชื่อมโยงกันหรือไม่

เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ถูกกำหนดอย่างชัดเจน แบรนด์จะสามารถสร้างภาพจำที่แข็งแรงและขยายการใช้งานไปยังสื่อต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น

1. Color with Purpose เลือกใช้สีอย่างมีความหมาย

สีเป็นหนึ่งในองค์ประกอบแรกที่ผู้บริโภครับรู้จากแบรนด์ และมักมีผลต่ออารมณ์ ความรู้สึก และการจดจำโดยตรง การเลือกสีจึงไม่ควรพิจารณาเฉพาะความสวยงามหรือความนิยมในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ควรเชื่อมโยงกับบุคลิก คุณค่า และตำแหน่งของแบรนด์ในตลาด

ตัวอย่างเช่น

สีที่ให้ความรู้สึกมั่นคงและเป็นมืออาชีพ เหมาะกับแบรนด์ที่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือ

สีสดใสและมีพลัง เหมาะกับแบรนด์ที่ต้องการสื่อถึงความสนุก ความทันสมัย หรือความคิดสร้างสรรค์

สีโทนอ่อนหรือเป็นธรรมชาติ เหมาะกับแบรนด์ที่ต้องการสื่อถึงความสบาย ความเป็นมิตร

สีเข้มและมีความเรียบหรู เหมาะกับแบรนด์ที่ต้องการสร้างภาพลักษณ์พรีเมียมและมีความเฉพาะตัว

สิ่งสำคัญคือสีที่เลือกต้องสามารถใช้งานได้จริงในหลายบริบท ตั้งแต่หน้าจอ เว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย ไปจนถึงงานพิมพ์ ป้ายหน้าร้าน งานตกแต่งภายใน และสื่อกลางแจ้ง

ทำไมสีเดียวกันจึงดูต่างกันเมื่อผลิตเป็นชิ้นงานจริง?

  • สีที่มองเห็นบนหน้าจออาจแตกต่างจากสีบนงานพิมพ์หรือวัสดุจริง เนื่องจากหน้าจอและงานพิมพ์ใช้กระบวนการแสดงสีที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ ผลลัพธ์ของสียังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น เช่น

     

    • ชนิดของวัสดุ
    • สีพื้นเดิมของวัสดุ
    • ความด้านหรือความเงาของพื้นผิว
    • ความโปร่งแสงหรือทึบแสง
    • ประเภทของหมึกพิมพ์
    • เครื่องพิมพ์และโปรไฟล์สี
    • แสงในบริเวณที่ติดตั้ง

     

    ดังนั้น หากเป็นงานที่ต้องควบคุมสีให้ตรงตาม Corporate Identity หรือ CI ควรทดลองพิมพ์สีบนวัสดุจริงก่อนผลิตจำนวนมาก โดยเฉพาะงานป้ายหน้าร้าน งานตกแต่งสาขา งานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ และโครงการที่ต้องผลิตซ้ำหลายพื้นที่

ตัวอย่างแถบสี Pantone สำหรับเลือกและแมตช์สีแบรนด์ให้ตรงตาม CI

2. Unique Typography ตัวอักษรคือบุคลิกของแบรนด์

  • ตัวอักษรไม่ได้มีหน้าที่เพียงทำให้ข้อความอ่านได้ แต่ยังสามารถสื่อสารบุคลิกและน้ำเสียงของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน รูปทรงของตัวอักษร น้ำหนัก ความหนา ระยะห่าง และวิธีจัดวาง ล้วนมีผลต่อความรู้สึกที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์


    ตัวอักษรที่เรียบง่ายและมีโครงสร้างชัดเจนอาจให้ความรู้สึกทันสมัย เป็นมืออาชีพ และเข้าถึงง่าย ขณะที่ตัวอักษรที่มีรายละเอียดเฉพาะตัวอาจช่วยสร้างความรู้สึกพรีเมียม สร้างสรรค์ หรือมีเอกลักษณ์มากขึ้น


    การสร้าง Unique Typography ไม่ได้หมายความว่าทุกแบรนด์ต้องออกแบบฟอนต์ใหม่ทั้งหมด แต่อาจเริ่มจากการกำหนดระบบการใช้ตัวอักษรให้ชัดเจน เช่น


    • ฟอนต์หลักสำหรับหัวข้อ
    • ฟอนต์รองสำหรับเนื้อหา
    • น้ำหนักตัวอักษรที่อนุญาตให้ใช้
    • ขนาดและลำดับความสำคัญของข้อความ
    • ระยะห่างระหว่างตัวอักษรและบรรทัด
    • รูปแบบตัวเลขและภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ
    • แนวทางการใช้ตัวอักษรบนป้ายและงานพิมพ์

ฟอนต์ที่ดีต้องมีทั้งเอกลักษณ์และอ่านง่าย

แม้ฟอนต์ที่มีรูปทรงโดดเด่นจะช่วยสร้างภาพจำ แต่ต้องพิจารณาความสามารถในการอ่านร่วมด้วย โดยเฉพาะเมื่อนำไปใช้กับงานจริง เช่น

 

  • ป้ายที่ต้องมองจากระยะไกล
  • ป้ายบอกทาง
  • ข้อความบนกระจก
  • ตัวอักษรไดคัท
  • ฉลากหรือบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็ก
  • สื่อกลางแจ้งที่ผู้ชมมีเวลาอ่านจำกัด

 

หากตัวอักษรมีรายละเอียดมากเกินไป น้ำหนักบางเกินไป หรือระยะห่างแคบเกินไป อาจทำให้ข้อความอ่านยากเมื่อผลิตในขนาดเล็กหรือมองจากระยะไกล

ความสม่ำเสมอของตัวอักษรช่วยสร้างภาพจำอย่างไร?

  • เมื่อแบรนด์ใช้รูปแบบตัวอักษรเดิมอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคจะเริ่มเชื่อมโยงลักษณะของตัวอักษรกับแบรนด์ได้ แม้ในบางครั้งจะยังไม่เห็นโลโก้ก็ตาม


    ตัวอย่างเช่น หากหัวข้อบนเว็บไซต์ โพสต์โซเชียล ป้ายหน้าร้าน และบรรจุภัณฑ์ใช้แนวทางเดียวกัน ผู้บริโภคจะรับรู้ได้ว่าสื่อทั้งหมดมาจากแบรนด์เดียวกัน ซึ่งช่วยเพิ่มความต่อเนื่องและความเป็นมืออาชีพให้กับภาพลักษณ์โดยรวม

ตัวอย่างการกำหนด Typography สำหรับแบรนด์

3. Texture & Pattern เพิ่มมิติด้วยพื้นผิวและลวดลาย

  • เมื่อหลายแบรนด์ใช้รูปแบบกราฟิกที่เรียบง่ายคล้ายกัน การเพิ่ม Texture หรือพื้นผิว และ Pattern หรือลวดลาย จึงเป็นอีกแนวทางที่ช่วยสร้างความแตกต่างและทำให้งานออกแบบมีมิติมากขึ้น

     

    Texture และ Pattern สามารถช่วยสื่อสารความรู้สึกได้หลายแบบ เช่น

     

    • พื้นผิวด้าน ให้ความรู้สึกเรียบหรู สุขุม และนุ่มนวล
    • พื้นผิวเงา ช่วยให้สีดูสดและสะดุดตา
    • พื้นผิวโลหะ สื่อถึงความทันสมัย เทคโนโลยี หรือความพรีเมียม
    • ลายไม้ ให้ความรู้สึกอบอุ่น เป็นธรรมชาติ และเป็นมิตร
    • ลายเส้นเรขาคณิต ให้ความรู้สึกเป็นระบบ ทันสมัย 
    • ลวดลายที่พัฒนาจากโลโก้ ช่วยสร้างเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์

การเลือกวัสดุมีผลต่อ Texture อย่างไร?

พื้นผิวที่ผู้บริโภครับรู้ไม่ได้เกิดจากกราฟิกเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากวัสดุที่ใช้ผลิตจริงด้วย แม้งานออกแบบจะใช้ภาพเดียวกัน แต่เมื่อนำไปพิมพ์บนวัสดุด้าน วัสดุเงา วัสดุโปร่งแสง หรือวัสดุที่มีลวดลาย ผลลัพธ์และความรู้สึกที่ได้อาจแตกต่างกันอย่างชัดเจน

 

ดังนั้น นักออกแบบและผู้ผลิตควรพิจารณาวัสดุตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของโครงการ เพื่อให้สี รายละเอียด และพื้นผิวที่ผลิตออกมาสอดคล้องกับแนวคิดของแบรนด์มากที่สุด

ตัวอย่าง Texture & Pattern ที่ใช้ตกแต่งหน้าร้าน

4. Online & Offline Consistency สร้างความสม่ำเสมอในทุกช่องทาง

ผู้บริโภคอาจรู้จักแบรนด์ครั้งแรกผ่านเว็บไซต์ โฆษณาออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดีย ก่อนจะพบกับหน้าร้าน ป้ายอาคาร บูธแสดงสินค้า บรรจุภัณฑ์ หรือสื่อ ณ จุดขายในภายหลัง

หากภาพลักษณ์ที่พบในแต่ละช่องทางแตกต่างกันมากเกินไป ผู้บริโภคอาจไม่สามารถเชื่อมโยงได้ว่าสื่อเหล่านั้นมาจากแบรนด์เดียวกัน และอาจรู้สึกว่าแบรนด์ขาดความเป็นระบบ

Online & Offline Consistency จึงหมายถึงการรักษาอัตลักษณ์ของแบรนด์ให้สอดคล้องกันในทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น

    • สีหลักและสีรอง
    • รูปแบบตัวอักษร
    • ตำแหน่งและสัดส่วนของโลโก้
    • รูปแบบภาพถ่าย
    • ลวดลายและองค์ประกอบกราฟิก
    • น้ำเสียงในการสื่อสาร
    • คุณภาพของวัสดุและงานผลิต
    • ประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับ

Brand Consistency ไม่ได้หมายถึงการทำทุกอย่างให้เหมือนกันทั้งหมด

ความสม่ำเสมอไม่ได้หมายความว่าสื่อทุกชิ้นต้องมีหน้าตาเหมือนกัน แต่หมายถึงการมีระบบกลางที่ทำให้แต่ละชิ้นงานยังคงสื่อสารตัวตนเดียวกันได้

 

ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์อาจใช้การเคลื่อนไหวและรูปแบบที่เหมาะกับหน้าจอ ขณะที่หน้าร้านอาจใช้วัสดุ พื้นผิว และแสงเพื่อสร้างประสบการณ์ในพื้นที่จริง แม้รูปแบบการนำเสนอจะแตกต่างกัน แต่ควรยังคงใช้สี ตัวอักษร และภาษาภาพที่เชื่อมโยงกัน

องค์ประกอบที่ควรกำหนดไว้ในคู่มือ CI

เพื่อให้ทีมงานและผู้ผลิตสามารถนำอัตลักษณ์ของแบรนด์ไปใช้ได้อย่างถูกต้อง คู่มือ Corporate Identity ควรกำหนดรายละเอียดที่จำเป็น เช่น

 

  • รหัสสีสำหรับงานหน้าจอและงานพิมพ์
  • สีหลัก สีรอง และสีที่ไม่ควรใช้
  • ฟอนต์หลักและฟอนต์รอง
  • ขนาดขั้นต่ำของโลโก้
  • พื้นที่ว่างรอบโลโก้
  • การใช้โลโก้บนพื้นสีต่าง ๆ
  • รูปแบบลวดลายประจำแบรนด์
  • ตัวอย่างการใช้งานที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง
  • แนวทางการเลือกวัสดุและพื้นผิว
  • มาตรฐานงานผลิตสำหรับสาขาหรือพื้นที่ต่าง ๆ

 

การกำหนดรายละเอียดเหล่านี้ช่วยลดความคลาดเคลื่อนเมื่อต้องส่งงานให้ทีมภายใน เอเจนซี โรงพิมพ์ ผู้ผลิตป้าย หรือผู้รับเหมาหลายราย

ตัวอย่างการสร้างความสม่ำเสมอของแบรนด์ด้วยการใช้โทนสีและงานออกแบบเดียวกัน

ทำไมวัสดุจึงเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์แบรนด์?

  • งานออกแบบอาจดูสมบูรณ์บนหน้าจอ แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตจริง วัสดุจะเป็นตัวกำหนดว่าสี พื้นผิว และรายละเอียดของงานจะถูกถ่ายทอดออกมาได้ใกล้เคียงกับแนวคิดมากเพียงใด

     

    วัสดุที่เหมาะสมควรพิจารณาร่วมกับปัจจัยต่อไปนี้

     

    • ประเภทของงาน
    • พื้นที่ติดตั้ง
    • ลักษณะพื้นผิว
    • การใช้งานภายในหรือภายนอกอาคาร
    • ระยะเวลาการใช้งาน
    • การรับแสงและสภาพอากาศ
    • ระบบการพิมพ์
    • ความต้องการด้านความเงา ความด้าน หรือความโปร่งแสง
    • วิธีติดตั้งและการดูแลรักษา

     

    ตัวอย่างเช่น

     

    • งานป้ายไฟต้องพิจารณาการกระจายแสงและความสม่ำเสมอของสี
    • งานตกแต่งผนังต้องเลือกกาวให้เหมาะกับสภาพพื้นผิว
    • งานแรปรถต้องใช้ฟิล์มที่ยืดหยุ่นและรองรับส่วนโค้ง
    • งานภายนอกต้องคำนึงถึงความทนทานต่อแสงแดดและสภาพอากาศ

     

    หากเลือกวัสดุไม่เหมาะสม แม้กราฟิกจะถูกออกแบบมาอย่างดี ก็อาจเกิดปัญหาสีคลาดเคลื่อน พื้นผิวไม่ตรงกับภาพลักษณ์ งานหลุดลอก หรือมีอายุการใช้งานสั้นกว่าที่วางแผนไว้

Material & Color Consultation by SignMat

  • Material & Color Consultation by SignMat เป็นบริการให้คำปรึกษาด้านการเลือกวัสดุและการแมตช์สี เพื่อช่วยยกระดับงานแบรนด์ให้ตรงตาม CI อย่างแม่นยำมากขึ้น

     

    การให้คำปรึกษาสามารถครอบคลุมตั้งแต่

     

    • การวิเคราะห์ลักษณะงานและพื้นที่ติดตั้ง
    • การเลือกประเภทวัสดุให้เหมาะกับการใช้งาน
    • การเปรียบเทียบพื้นผิวด้าน เงา โปร่งแสง หรือทึบแสง
    • การพิจารณาระบบกาว
    • การทดลองสีบนวัสดุจริง
    • การเลือกวัสดุสำหรับงานพิมพ์และงานไดคัท
    • การวางแนวทางวัสดุให้สามารถผลิตซ้ำได้หลายสาขา
    • การประสานงานระหว่างแนวคิดของนักออกแบบกับข้อจำกัดในการผลิต

     

    เป้าหมายสำคัญคือช่วยให้เจ้าของแบรนด์ นักออกแบบ ฝ่ายการตลาด และผู้ผลิต สามารถตัดสินใจเลือกสีและวัสดุบนข้อมูลที่ชัดเจนก่อนเริ่มผลิตจริง ลดความคลาดเคลื่อน และช่วยให้ทุกชิ้นงานสื่อสารตัวตนของแบรนด์ได้สม่ำเสมอมากขึ้น

ขั้นตอนการนำ CI ไปใช้กับงานผลิตจริง

การเปลี่ยน Brand Guideline ให้เป็นชิ้นงานจริงควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ ดังนี้

1. ตรวจสอบข้อมูลสีและไฟล์ต้นฉบับ

ควรตรวจสอบรหัสสี ไฟล์โลโก้ ฟอนต์ และองค์ประกอบกราฟิกให้ครบถ้วนก่อนเริ่มงาน โดยใช้ไฟล์ที่เหมาะกับงานพิมพ์และงานผลิต

2. วิเคราะห์พื้นที่และลักษณะการใช้งาน

ตรวจสอบว่างานจะติดตั้งภายในหรือภายนอก พื้นผิวเรียบหรือโค้ง มีแสงส่องผ่านหรือไม่ รวมถึงระยะเวลาที่ต้องการใช้งาน

3. เลือกวัสดุให้เหมาะกับภาพลักษณ์และสภาพงาน

วัสดุต้องตอบโจทย์ทั้งด้านความสวยงามและประสิทธิภาพ เช่น ต้องการผิวด้าน ผิวเงา สีทึบ สีโปร่งแสง หรือวัสดุที่รองรับพื้นผิวเฉพาะ

4. ทดลองสีและพื้นผิวบนวัสดุจริง

ควรจัดทำตัวอย่างสีหรือ Mockup เพื่อเปรียบเทียบกับ CI และตรวจสอบภายใต้สภาพแสงที่ใกล้เคียงกับพื้นที่ติดตั้ง

5. อนุมัติตัวอย่างก่อนผลิตจำนวนมาก

เมื่อได้สีและวัสดุที่เหมาะสม ควรเก็บตัวอย่างที่ผ่านการอนุมัติไว้เป็นมาตรฐานสำหรับการผลิตครั้งต่อไป

6. ตรวจสอบคุณภาพหลังผลิตและติดตั้ง

ควรตรวจสอบสี ความเรียบร้อย ตำแหน่งของกราฟิก และความสอดคล้องกับแบบก่อนส่งมอบงาน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการนำแบรนด์ไปใช้จริง

เลือกสีจากหน้าจอโดยไม่ทดลองพิมพ์

สีบนหน้าจออาจไม่ตรงกับวัสดุจริง ทำให้สีประจำแบรนด์คลาดเคลื่อน โดยเฉพาะงานที่ต้องผลิตบนวัสดุต่างชนิดกัน

ใช้ฟอนต์ไม่สม่ำเสมอ

การเปลี่ยนฟอนต์ตามความสะดวกของแต่ละสื่ออาจทำให้แบรนด์ขาดบุคลิกที่ชัดเจนและลดการจดจำ

ใช้ลวดลายมากเกินไป

Texture และ Pattern ที่มีรายละเอียดมากเกินไปอาจรบกวนข้อความหรือโลโก้ ควรกำหนดระดับการใช้งานให้เหมาะกับขนาดและประเภทของสื่อ

เลือกวัสดุจากราคาเพียงอย่างเดียว

วัสดุที่มีต้นทุนต่ำอาจไม่เหมาะกับพื้นที่หรือระยะเวลาการใช้งาน ทำให้ต้องแก้ไขหรือผลิตใหม่ในภายหลัง

งานออนไลน์และออฟไลน์ใช้ภาพลักษณ์ต่างกันมากเกินไป

เมื่อสี ตัวอักษร หรือรูปแบบภาพแตกต่างกัน ผู้บริโภคอาจไม่สามารถเชื่อมโยงประสบการณ์จากเว็บไซต์ไปยังหน้าร้านได้

ไม่มีมาตรฐานสำหรับการผลิตซ้ำ

หากไม่มีตัวอย่างสี วัสดุ หรือข้อมูลการผลิตที่ผ่านการอนุมัติ งานแต่ละสาขาหรือแต่ละรอบการผลิตอาจมีผลลัพธ์ไม่เหมือนกัน

สรุป 4 เทรนด์อัปเกรดแบรนด์ให้น่าจดจำ

การสร้างแบรนด์ให้น่าจดจำไม่ได้เกิดจากโลโก้เพียงองค์ประกอบเดียว แต่เกิดจากรายละเอียดหลายส่วนที่ทำงานร่วมกันอย่างมีระบบ

 

Color with Purpose ช่วยให้สีของแบรนด์สื่อสารอารมณ์และตัวตนอย่างมีความหมาย

Unique Typography สร้างบุคลิกและเพิ่มการจดจำผ่านรูปแบบตัวอักษร

Texture & Pattern เพิ่มมิติและสร้างความแตกต่างให้กับประสบการณ์ของแบรนด์

Online & Offline Consistency ช่วยรักษาภาพลักษณ์ให้สม่ำเสมอในทุกจุดที่ลูกค้าสัมผัส

 

นอกจากการออกแบบแล้ว การเลือกวัสดุและการควบคุมสีในกระบวนการผลิตยังเป็นสิ่งสำคัญ เพราะวัสดุแต่ละประเภทสามารถส่งผลต่อสี พื้นผิว ความรู้สึก และอายุการใช้งานของชิ้นงานได้

 

สำหรับผู้ที่กำลังมองหา วัสดุงานพิมพ์อิงค์เจ็ท และ สติกเกอร์สี สามารถศึกษาประเภทวัสดุเพิ่มเติม หรือสอบถามทีม SignMat เพื่อช่วยพิจารณาสี พื้นผิว ระบบกาว และวัสดุให้เหมาะกับ CI และลักษณะการใช้งานของแต่ละโครงการ

แชร์บทความนี้:

บทความที่เกี่ยวข้อง

พื้นผิวโค้ง สำหรับใช้ Polymeric Film หรือ Cast Film

วิธีเลือกสติกเกอร์ให้เหมาะกับพื้นผิว เรียบ โค้ง หรือขรุขระ ควรใช้แบบไหน?

เลือกฟิล์มสติกเกอร์ให้เหมาะกับพื้นผิว ทั้งพื้นผิวเรียบ โค้ง และขรุขระ เปรียบเทียบ Monomeric, Polymeric, Cast Film และ Wall Wrap ก่อนติดตั้ง

อ่านเพิ่มเติม
ประเภทของกาวสติกเกอร์มีกี่แบบ? เลือกให้เหมาะกับงาน เพื่อคุณภาพที่ดีกว่า

ประเภทของกาวสติกเกอร์มีกี่แบบ? เลือกให้เหมาะกับงาน เพื่อคุณภาพที่ดีกว่า

ทำความรู้จัก 4 ประเภทของกาวสติกเกอร์ ได้แก่ Permanent, Removable, High Tack และ Bubble-Free พร้อมวิธีเลือกให้เหมาะกับงานพิมพ์ งานป้าย และงานตกแต่ง

อ่านเพิ่มเติม